วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ขายของราคาถูก จะขายได้มากขึ้นจริงหรือ?

ท่านผู้อ่านทั่วไปอาจจะเคยทำธุรกิจเล็กๆ ซึ่งนักธุรกิจหรือคนทั่วไปมักจะมีแนวคิดว่าอยากจะขายของให้ได้เยอะ ก็ไม่ยากอะไร เราก็ตัดราคาลดราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่ง เท่านั้นก็จะมีลูกค้าหันมาซื้อของกับเรามากขึ้น แล้วเราก็จะได้กำไรเอง ซึ่งไปๆ มาๆ เราก็จะเห็นว่าในสินค้าบางประเภท จะขายตัดราคากันจนเจ๊งกันไปข้างหนึ่ง แล้วก็ปิดท้ายที่ว่าท้่ายสุดไม่มีใครได้อะไร เนื่องจากราคาขายที่ต่ำ แม้ว่าจะมีปริมาณคนซื้อที่เยอะ แต่พอเจอค่าใช้จ่ายแล้ว เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า เงินเดือน พนักงาน ฯลฯ อาจจะไม่คุ้มกันก็ได้

การตัดราคาขาย เพื่อให้ขายสินค้าได้เป็นจำนวนมากอาจจะไม่ใช่คำตอบของการได้กำไรสูงสุด เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจมักจะแปรผันตามปริมาณการขาย เช่น จำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้น ค่าสาธารณูปโภค ในชีวิตจริงมีหลายธุรกิจที่ขายได้จำนวนมาก แต่ทำให้กำไรลดลง

จริงๆ แล้ว กำไรของธุรกิจจะมากหรือน้อย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าที่ขายได้อันเนื่องมาจากการลดราคา แต่การเข้าใจการตั้งราคาที่มีผลกับปริมาณการซื้อต่างหากคือปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจได้กำไรสูงสุด ก่อนจะไปต่อ ผมขออธิบายให้ท่านผู้อ่านเข้าใจคำว่า "ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา" หรือ Price Elasticity of Demand ก่อนว่าคืออะไร

คำว่า Elasticity คือการตอบสนองของตัวแปรหนึ่ง (เช่น ความต้องการสินค้า หรือ Damand) เมื่ออีกตัวแปรหนึ่งเปลี่ยนแปลงค่า (เช่น ราคา) ถ้าค่า Elasticity มาก ก็แปลว่าตัวแปรหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง จะส่งผลให้อีกตัวแปรหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาก พอเติมคำว่า Price หรือราคา กับคำว่า Damand หรืออุปสงค์ (ความต้องการ) เข้าไปหน้าหลังคำว่า Elasticity กลายเป็น Price Elasticity of Demand ก็กลายเป็น ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา หรือเป็นการวัดว่าความต้องการสินค้าเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อราคาเปลี่ยน

เพื่อความเข้าใจลองดูกราฟข้างล่างนี้ครับ



กราฟนี้เป็นกราฟแสดง Price Elasticity of Demand โดยแกน X คือแกนของความต้องการสินค้าโดยผู้บริโภค (Q) และแกน Y คือแกนราคา (P) หมายความว่าเส้นที่อยู่บนกราฟนี้จะแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาและปริมาณความต้องการสินค้า จะเห็นได้ว่าในกราฟตัวอย่างนี้มีกราฟ 2 เส้น เส้นบนจะเป็นเส้นที่เขียนว่า High Price Elasticity หรือมีความยืดหยุ่นสูง เส้นล่างเขียนว่า Low Price Elasticity หรือมีความยืดหยุ่นต่ำ

จะเห็นว่ากราฟบนนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงราคาจาก P1 เป็น P2 ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการจาก C ไป D ซึ่งเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ ในขณะเดียวกันกราฟล่างนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงราคาจาก P1 เป็น P2 ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการจาก A ไป B ซึ่งเปลี่ยนไปค่อนข้างน้อย การที่กราฟบนเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการมากกว่ากราฟล่างทั้งๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาในปริมาณเท่ากัน เราเรียกว่า กราฟบนนั้นมี Price Elasticity of Demand สูงกว่ากราฟล่าง

แปลง่ายๆ คือถ้าสินค้าไหนมีค่า Price Elasticity of Demand ที่สูง นั่นก็คือราคาสินค้าเปลี่ยนนิดเดียว หรือลดราคาเพียงนิดเดียว ความต้องการสินค้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งปกติสินค้าที่เข้าข่ายนี้จะเป็น สินค้าที่ไม่มีความจำเป็นกับชีวิตมากนัก หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เสื้อยี่ห้อหรูราคาตัวละ 2,000 บาท แต่หากลดราคาเหลือตัวละ 1,500 บาท จะมีคนมาแห่ซื้อเสื้อยี่ห้อหรูกันมาก ก็คือลดราคาไม่มากแต่จะมีปริมาณยอดขายที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกันหากขึ้นราคาสินค้าเพียงนิดเดียวจะทำให้ปริมาณความต้องการลดลงอย่างมาก


ส่วนสินค้าที่มี Price Elasticity of Demand ที่ต่ำ มักจะเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารจานเดียว แม้จะมีการลดราคาลงจากจานละ 30 บาท เป็น 20 บาท (โดยที่ปริมาณเท่าเดิม) แต่ปริมาณความต้องการไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากมนุษย์เราปกติทานได้มื้อละจาน การลดราคาลง ไม่ได้ทำให้เราทานข้าวได้เพิ่มขึ้นเป็นสองจาน ในทางกลับกัน หากราคาข้าวเพิ่มขึ้นปริมาณการซื้อก็ไม่ได้ลดลงมาก เนื่องจากมนุษย์เราก็ยังต้องทานอาหารอยู่ดี

ปกติเราวัด Price Elasticity of Demand เป็นตัวเลข ถ้าในทางคณิตศาสตร์ก็คือการหาค่าความชันนั่นเอง ซึ่งเราสามารถหาค่า Price Elasticity of Demand ได้จากสูตร


Ped (ε) = %การเปลี่ยนแปลงของปริมาณความต้องการ / %การเปลี่ยนแปลงของราคา


เช่น ถ้าขึ้นราคาสินค้า 20% แล้วทำให้ขายสินค้าได้ลดลง 10% ดังนั้น Price Elasticity of Demand = -10% / 20% = -0.5


เครื่องหมายลบที่ได้ เป็นเรื่องปกติของ Price Elasticity of Demand เนื่องจากการขึ้นราคาทำให้ demand ลดลง (ไปทิศทางตรงข้ามกันนั่นเอง) ส่วนปริมาณของตัวเลข ถ้า



  • ε > 1 = Elastic : การเปลี่ยนแปลงราคาจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการในสัดส่วนที่สูงกว่า

  • ε < 1 = Inelastic : การเปลี่ยนแปลงราคาจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการในสัดส่วนที่ต่ำกว่า

  • ε = 1 = Unit Elastic : การเปลี่ยนแปลงราคาจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการในสัดส่วนที่เท่ากัน


ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อค่า Price Elasticity of Demand ก็คือ



1. ปริมาณและความใกล้เคียงของสินค้าทดแทน เช่น ถ้าหากมีสินค้าทดแทนได้ง่ายๆ คนก็สามารถเปลี่ยนไปใช้สินค้าทดแทนได้ง่ายขึ้น เวลาขึ้นราคาเล็กน้อย demand อาจจะหายไปเยอะ แปลว่า Price Elasticity of Demand สูงนั่นเอง


2. สัดส่วนของรายได้ที่ใช้จ่ายสินค้านั้น เช่น ยิ่งเราต้องจ่ายสินค้านั้นสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของเรา เราก็ยิ่งจะไม่อยากจะซื้อเมื่อมันราคาสูงขึ้น แปลว่า Price Elasticity of Demand สูงนั่นเอง


3. ช่วงเวลา เช่น ยิ่งเวลาผ่านไปมาก คนก็จะยิ่งหาสินค้าทดแทนได้มากขึ้นๆ นั่นแปลว่า เมื่อเวลาผ่านไป Price Elasticity of Demand ก็จะมากนั่นเอง



จากปัจจัยข้างต้น จะเห็นได้ว่าทำไมสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ออกมาในช่วงแรกๆ เช่น โทรศัพท์ iPhone จึงตั้งราคาที่สูง เนื่องจากมีสินค้าที่ทดแทนได้น้อย ยังไงก็มีคนนิยมชมชอบและยินดีจ่ายในราคาที่สูง เพราะหากตั้งราคาที่ต่ำก็อาจจะไม่ได้ทำให้รายได้โดยรวมเพิ่มขึ้น (ขายแพงยังไงก็ขายได้อยู่แล้ว จะไปลดราคาทำไม) แต่พอช่วงหลังเริ่มมีคู่แข่งออกมา เช่น Samsung หรือยี่ห้ออื่นๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียง ค่า Price Elasticity of Demand จะสูงขึ้น เลยต้องเน้นที่การตั้งราคา เช่น ลดราคาลง จนมีคนไปเข้าแถวซื้อกันอย่างถล่มทลาย




ทีนี้เรามาดูกันว่า Price Elasticity of Demand มีผลต่อกำไรทางธุรกิจกันอย่างไรครับ

จากคำนิยามและตัวอย่างของ Price Elasticity of Demand ที่ได้อธิบายมา จะพบว่าหากเราจะทำธุรกิจ แต่ไม่เข้าใจธรรมชาติ สินค้าที่เราขายอยู่ว่ามี Price Elasticity of Demand สูงหรือต่ำ หรือมีค่าเท่าไหร่ จะทำให้เรายากที่จะได้กำไรสูงสุดครับ



ก่อนจะยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม สมการที่เราใช้ในการคำนวณรายได้ (Revenue) คือ


Revenue = Price x Quantity


เมื่อ Revenue คือ รายได้, Price คือราคาขาย, Quantity คือปริมาณของสินค้าที่ขายได้


สมมติว่าสินค้าที่ขายมีค่า Price Elasticity of Demand (Ped) เท่ากับ 0.5 จากตัวอย่างที่แล้ว ราคาเปลี่ยน 20% ทำให้ยอดการซื้อ (จำนวนชิ้น) เปลี่ยน 10% และกำหนดให้สินค้าที่ขายมีราคาหน่วยละ 100 บาท โดยปกติมียอดขายวันละ 1,000 ชิ้น ดังนั้นในภาวะปกติ เราจะมีรายได้วันละ


Revenue (R1) = 100 x 1,000 = 100,000 บาท


ถ้าเราอยากให้มีปริมาณการขาย (จำนวนชิ้น) ที่เพิ่มขึ้น ด้วยการลดราคาสินค้าลง 20% กลายเป็น 80 บาท ซึ่งจะทำให้ยอดความต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 1,100 ชิ้น ดังนั้นเราจะมีรายได้วันละ


Revenue (R2) = 80 x 1,100 = 88,000 บาท


จากตัวอย่างข้่างต้นจะเห็นได้ว่า แม้เราลดราคาลงเพื่อหวังว่าจะมีปริมาณการซื้อ (จำนวนชิ้น) ที่เพิ่มขึ้น แต่มิได้ทำให้รายได้ของเราเพิ่มขึ้น แต่กลับลดลงเสียอีก นั่นแปลว่าเรากำลังเหนื่อยฟรีครับ


ในทางกลับกัน หากสินค้าเราเป็นสินค้าที่มีค่า Price Elasticity of Demand ที่สูง การลดราคาสินค้าลง แต่ทำให้ปริมาณการซื้อ (จำนวนชิ้น) เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เรามีกำไรที่สูงขึ้นครับ

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

กรีซ วิกฤติเศรษฐกิจที่แก้ไม่หาย

EU ต้นกำเนิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก

ผู้อ่านทุกท่านคงรู้จักประเทศกรีซในด้านการเป็นต้นแบบของกีฬาโอลิมปิก กรีซเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ตอนใต้สุดของคาบสมุทรบอลข่าน มีพรมแดนทางเหนือติดกับประเทศบัลแกเรีย มาซิโดเนีย และแอลเบเนีย มีพรมแดนทางตะวันออกติดกับประเทศตุรกี อยู่ติดทะเลอีเจียนทางด้านตะวันออก ติดทะเลไอโอเนียนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางด้านตะวันตกและใต้ กรีซนับว่าเป็นแหล่งอารยธรรมตะวันตกอันยิ่งใหญ่ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ซึ่งกรีซได้แผ่อิทธิพลไปยัง 3 ทวีป และมีนักปรัชญาชื่อดังของโลกจำนวนมาก เช่น โสคราติส เพลโต อริสโตเติล เป็นต้น

กรีซเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union, EU) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ซึ่งการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปนั้นหมายถึงประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศมีข้อตกลงความร่วมมือในทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดตลาดเดียว เป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศสมาชิกโดยรวม ซึ่งจะเป็นการยกเลิกพรมแดนทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายแรงงาน (ประชาชนในประเทศสมาชิกสามารถไปทำงานในประเทศใน EU ได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาติทำงาน) การเคลื่อนย้ายทุน การศึกษา (ค่าเรียนของนักเรียนในประเทศสมาชิก EU จะเท่ากับนักเรียนในประเทศ ทำให้มีนักเรียนในประเทศสมาชิก EU ไปเรียนที่อังกฤษกันมาก เพราะว่าค่าเรียนเท่ากับนักเรียนอังกฤษ) ที่น่าสนใจคือประเทศสมาชิกใน EU จะใช้สกุลเงินเดียวกันคือ EU นั่นหมายถึงสหภาพยุโรปจะเป็นเป็นผู้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย ให้กับเงินสกุล EU นี้

จากข้างต้นแปลว่าประเทศสมาชิกใน EU ยังคงมีรัฐบาลเป็นของตนเอง และมีการบริหารจัดการเรื่องต่างๆ ได้เอง เว้นแต่จะสูญการควบคุมในด้านอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย ที่ต้องมาจากสหภาพยุโรปเท่านั้น ว่ากันง่ายๆ คือรัฐบาลในประเทศสมาชิกจะเหลือเครื่องมือบริหารเศรษฐกิจเพียงเครื่องมือเดียวนั่นก็คือนโยบายการคลัง (ผ่านการเก็บภาษี และการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ) ส่วนนโยบายการเงิน (อัตราแลกเปลี่ยน และดอกเบี้ย) สหภาพยโรปจะเป็นผู้กำหนด เนื่องจากเชื่อว่าการใช้สกุลเงินยูโรร่วมกันจะทำให้สกุลเงินยูโรเป็นสกุลเงินที่มาถ่วงดุลอำนาจของเงินเหรียญสหรัฐ


ซึ่งมีหลายคนแย้งว่าจะทำได้อย่างไร ในเมื่อการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลในประเทศสมาชิกไม่สามารถควบคุมได้ เวลาเกิดปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่จำเป็นต้องลดค่าเงิน หรือลดดอกเบี้ย รัฐบาลจะไม่มีกลไกในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าการมีเพียงนโยบายการคลังนั้นเพียงพอหรือไม่ แปลง่ายๆ คือ รัฐบาลทำได้เพียงแค่เพิ่มหรือลดภาษี กับเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ไม่สามาถลดค่าเงินเพื่อทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค่าได้ ซึ่งปัญหานี้สหภาพยุโรปโดยคณมนตรีคลังได้กำหนดเกณฑ์ไว้คือ ประเทศสมาชิกใหม่ EU จะเข้าร่วมยูโรโซนเมื่อใดนั้น มิได้มีการกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งสหภาพยุโรป (Treaty of European Union หรือที่เรียกว่า Maastricht Treaty) ได้กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซน (กล่าวคือ มาใช้เงินสกุลยูโร)

เงื่อนไขที่สนธิสัญญาดังกล่าวกำหนดไว้ มีดังนี้
1) สามารถรักษาเสถียรภาพราคา (อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสมาชิกที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุด 3 ลำดับแรกไม่เกิน 1.5% )
2) มีระบบการคลังสาธารณะที่ยั่งยืน (ขาดดุลงบประมาณได้ไม่เกิน 3% ของ GDP และหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของ GDP)
3) มีการคงระดับอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีเสถียรภาพ และกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ใกล้เคียงกัน

จะเห็นได้ว่าเกณฑ์ดังกล่าวได้ทำการสกรีนประเทศที่ไม่มีความพร้อมที่จะใช้เงินสกุลยูโรออกไป เพื่อเป็นการแน่ใจว่าการใช้เงินสกุลดังกล่าวร่วมกันจะไม่เกิดปัญหาในภายหลัง เนื่องจากประเทศที่จะใช้สกุลเงินยูโรนั้นมีลักษณะความพร้อมทางเศรษฐกิจ และนโยบายที่ใกล้เคียงกัน

นั่นคือสมมติฐานที่สหภาพยุโรปได้คิดไว้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้ง่ายแบบนั้นครับ

กรีซขาดดุลงบประมาณพุงปลิ้น

ในหน้าที่แล้วได้พูดถึงเงินสกุลยูโร ที่กรีซได้เริ่มใช้เงินสกุลยูโรหลังประเทศสมาชิกที่พร้อมกว่าถึง 2 ปี (เงินยูโรได้ประกาศใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2544 โดยกรีซได้ใช้เงินสกุลยูโรในเดือนมกราคม 2546) แต่จนปัจจุบันบางประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อย่างอังกฤษ ยังไม่ยอมใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลหลักของประเทศ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการมองการณ์ไกลอย่างยิ่ง ผมจะอธิบายทีหลังครับว่าทำไม


กรีซเป็นหนึ่งในประเทศจุดอ่อนของสหภาพยุโรป อันเห็นได้จากการประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณมาโดยตลอด ทั้งการลงทุนในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ในปี 2004 (ปี พ.ศ. 2547) และการใช้จ่ายองรัฐอื่นๆ ว่ากันง่าย คือเก็บภาษีไม่เข้าเป้า เมื่อเทียบกับเงินงบประมาณที่ใช้จ่ายออกไปในโครงการต่างๆ อย่างเกินตัว โดยในปี 2552 การขาดดุลการคลังของกรีซอยู่ที่ 12.7% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสมที่ทางกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ถึงประมาณ 4 เท่าตัว (เพดานของ The Stability and Growth Pact (SGP) ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ระดับไม่เกิน 3% ของ GDP) ซึ่งการขาดดุลดังกล่าวจส่งผลให้หนี้ภาครัฐของกรีซเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2552 หนี้ภาครัฐ ของกรีซสูงถึง 112.6% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสมที่ทางกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ถึงประมาณ 2 เท่าตัว (เพดานของ The Stability and Growth Pact (SGP) ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ระดับไม่เกิน 60% ของ GDP) ซึ่งตัวเลขทั้งสองนี้นับว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม Eurozone (กลุ่มที่ใช้เงินยูโร 16 ประเทศ จากสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ) สรุปคือกรีซมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่อยู่ในระดับที่สูงมาก ซึ่งจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่ที่ประมาณ 14% ของ GDP สะท้อนถึงความเปราะบางที่มีอยู่แล้วในตัวของเศรษฐกิจของกรีซซึ่งส่งออกไม่ได้ และรัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว ฟังแบบนี้แล้วอาการค่อนข้างหนักครับ




มาถึงตรงนี้ผู้อ่านหลายท่านอาจจะสงสัยว่าปัญหาของกรีซนั้น เชื่อมโยงกับการใช้เงินสกุลยูโรได้อย่างไร ก็ต้องอธิบายแบบนี้ครับ หลังจากที่กรีซใช้เงินยูโรเป็นเงินสกุลหลักของประเทศเมื่อ พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นการเปิดประตูเข้าสู่ตลาดการเงินโลก กรีซสามารถกู้ยืมเงินได้ง่ายขึ้น เพราะนักลงทุนเชื่อมั่นในเงินยูโร โดยตั้งแต่กรีซได้เป็นสมาชิกยูโรโซน รัฐบาลกรีซก็ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการสูงๆ มีโครงการต่างๆ มากมาย เพราะหาเงินได้ง่ายๆ ด้วยการก่อหนี้ ค่าใช้จ่ายภาครัฐจึงสูงมาก ในขณะที่ รายได้จากการเก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะคนกรีซ โดยเฉพาะชนชั้นกลางมักจะเลี่ยงภาษี


ตั้งแต่มีเงินสกุลยูโร และนักลงทุนให้ความเชื่อมั่นกับเงินยูโร ทำให้ค่าเงินยูโรแข็ง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วจะส่งผลให้ความสามารถในการส่งออกของประเทศสมาชิกลดลง (เพราะของจะแพงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้า) ซึ่งกรีซที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ จำเป็นจะต้องลดค่าเงิน (ให้เป็นไปตามกลไกตลาด) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในสินค้าหรือบริการที่ส่งออก แต่อนิจจากรีซนั้นโชคร้ายเหลือเกินครับท่านผู้อ่าน


กรีซไม่สามารถทำอะไรกับค่าเงินได้ จะลดก็ไม่ได้ เพราะเป็นเงินสกุลร่วมที่ใช้ร่วมกัน 16 ชาติ อีกทั้งยังทำให้การดำเนินนโยบายการเงินการคลังของกรีซไม่คล่องตัวเท่าที่ควร จริงๆ แล้ว เมื่อเศรษฐกิจทรุดตัวลง ค่าเงินควรจะอ่อน ตามกลไกตลาด แต่เมื่อผูกกับยูโรซึ่งแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ประมาณ 15% ในปี 2552 ทำให้ดูเหมือนว่าค่าเงินของประเทศกรีซแข็งค่ากว่าที่ควรจะเป็น (ทั้งที่เศรษฐกิจแย่ค่าเงินควรจะอ่อน แต่กลายเป็นว่าค่าเงินแข็ง) ประกอบกับฐานะการคลังของประเทศซึ่งยํ่าแย่ตั้งแต่ใช้เงินถึง 9,000 – 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกในปี 2547 และมีการขาดดุลงบประมาณ 3.2% ของจีดีพีมาตั้งแต่ปีนั้น ยิ่งทำให้เศรษฐกิจกรีซทรุดตัวมากขึ้นแบบกู่ไม่กลับ




นอกจากนี้วิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ที่เกิดจากซัพไพรม์ (Sub-Prime) ในสหรัฐอเมริกา ทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น รัฐมีภาระจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นและเมื่อค่าเงินแข็ง สินค้านำเข้าก็ดูเหมือนราคาถูก อุตสาหกรรมในประเทศก็แข่งขันยาก ประกอบกับกรีซพึ่งพารายได้จากการบริการเดินเรือและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยมีแรงงานถึง 60% อยู่ในภาคบริการ เมื่อเศรษฐกิจโลกทรุดตัว การค้าโลกลดลงเป็นอย่างมาก อุตสาหกรรมเดินเรือจึงถูกกระทบ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วง 5 - 6 ปีที่ผ่านมาก็ถูกกระทบด้วยความหวาดกลัวเรื่องการก่อการร้าย โรคซาร์ส หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ 2009 กลายเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเข้าไปใหญ่ครับ


และในที่สุดกรีซก็มาถึงทางตัน ต้องเข้าสู่กระบวนการขอความช่วยเหลือจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

ฉีดเงินเหมือนกินยาปฏิชีวะนะ

ในที่สุดประเทศสมาชิกอียูก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือกรีซเพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจของกรีซทรุดไปกว่านี้ เนื่องจากกระทบกับสหภาพยุโรปโดยรวมทั้งหมด ในเดือนธันวาคมปี 2553 กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ได้ปล่อยกู้ให้กับประเทศกรีซที่กำลังประสบปัญหาหนี้สินและการขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรง เป็นจำนวนเงิน 2.5 พันล้านยูโรหรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขตามสูตรของ IMF ที่ระบุว่า รัฐบาลกรีซจะต้องดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดแบบเข้มงวดและต้องเร่งหามาตรการตัดลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง (สูตรให้นาผิดนี้ เคยให้กับประเทศไทยในปี 2540 มาแล้ว) ไอเอ็มเอฟตั้งเป้าให้รัฐบาลกรีซเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมงบประมาณ เพื่อให้เศรษฐกิจของกรีซที่กำลังตกต่ำดำดิ่ง ค่อยๆฟื้นตัวอย่างช้าๆ และตัดลดการขาดดุลงบประมาณของกรีซลงอีก 3 เปอร์เซ็นต์ในปี 2554 เงินกู้ก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนมูลค่า 110,000 ยูโรที่สหภาพยุโรป หรือ "อียู" และกองทุนการเงินระหว่างประเทศตั้งขึ้นเมื่อเดือน พ.ค. 2553 ที่ผ่านมาเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มยูโรโซนให้รอดพ้นจากภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจทั้งนี้ ซึ่งยอดรวมของเงินกู้ทั้งหมดที่กรีซได้รับ ตั้งแต่เกิดวิกฤติได้เพิ่มเป็นทั้งหมดกว่า 10,580 ล้านยูโรหรือราว 421,000 ล้านบาท

ตั้งแต่กรีซได้รับเงินกู้มา ก็ไม่ได้แสดงอาการฟื้นตัวแต่อย่างใด แถมยังขอเงินกู้เพิ่มอีก จนกระทั่งประธานยูโรโซน แถลงเมื่อเดือนตุลาคม 2554 นี้ ภายหลังการหารือในหมู่ขุนคลังชาติสมาชิกนาน 7 ชั่วโมงที่ลักเซมเบิร์ก ว่าต้องการให้เอเธนส์ปรับแผนลดการใช้จ่ายในปี 2013-2014 ให้รัดกุมขึ้น อันจะนำไปสู่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่ชัดเจนก่อนสิ้นเดือนนี้ในการอนุมัติเงินช่วยเหลือก้อนที่ 2 จำนวน 8,000 ล้านยูโรตามที่ตกลงกันในเดือนกรกฎาคม 2553 แต่ดูแววแล้ว จะฉีดเงินอีกกี่รอบก็คงเหมือนยาปฏิชีวะนะ คือดูอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะสั้น แต่โรคไม่หายขาดซะที อาการเศรษฐกิจทรุดคงจะวนเวียนกลับมาอีก

กินยาหม้อรักษาต้นเหตุของโรคจะดีกว่า

เงินกู้ที่ฉีดเข้าเส้นเลือดระบบเศรษฐกิจของกรีซในข้างต้น อาจจะไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากกรีซยังไม่สามารถบริหารจัดการปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างเต็มมือ อันติดข้อจำกัดของการเป็นสมาชิกสกุลเงินยูโร สิ่งที่กรีซทำได้คือการกู้เงิน และออกพันธบัตรเท่านั้น


ตั้งแต่กรีซเข้าร่วมยูโรมา กรีซเป็นประเทศที่เสียเปรียบจากค่าเงินที่แข็ง ทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถโตจากภาคการผลิต และการส่งออกได้ ดังนั้นภาครัฐก็ทำได้แต่การอัดฉีดเงินสร้าง Mega Project มากมาย เพื่อสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ โดยหวังว่าจะเกิดการจ้างงาน แต่ไปๆ มาๆ จากปัญหาที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ทำให้รัฐบาลเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า หนี้ก็พอกพูนครับ ตอนนี้อาการของกรีซเริ่มจะเกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอื่นๆ จนกลายเป็นคำว่าประเทศ PIIGS นั่นก็คือ Portugal, Italy, Ireland, Greence and Spain ครับ



อย่าลืมว่าการใช้เงินสกุลยูโรนั้นไม่เหมือนกับการใช้เงินเหรียญสหรัฐ เพราะว่าเวลาประเทศในสหภาพยุโรปเป็นหนี้นั้น หนี้ที่เกิดขึ้นติดตัวไปกับประเทศสมาชิก แต่สหรัฐอเมริกานั้นไม่เหมือนกันครับ เพราะว่าหนี้สินของรัฐนั้นเป็นของรัฐบาลกลางทั้งหมด รัฐบาลกลางเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน และดอกเบี้ย โดยรัฐบาลท้องถิ่นทำหน้าที่ในการบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับ ดังนั้นการบริหารจัดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างมีระบบมากกว่า ปัญหาของกรีซในขณะนี้คือไม่สามารถกำกับควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนได้เลย ทำได้แต่เพียงกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ตัดงบประมาณ ค่าใช้จ่าย เพื่อให้สถานะการคลังกลับมาแข็งแรงในเกณฑ์เดียวกับประเทศสมาชิกอื่นเท่านั้น และหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเอง (ทั้งที่ความสามารถในการแข่งขันและส่งออก ไม่มี)


นั่นเป็นคำตอบว่าทำไมประเทศอังกฤษจึงไม่อยากจะเข้าร่วมวงสกุลเงินยูโร เนื่องจากจะสูญเสียการควบคุมในนโยบายการเงิน


ทีนี้กรีซจะทำอย่างไรครับ สิ่งที่กรีซจะทำได้ตอนนี้ คือการกลับไปรักษาที่ต้นเหตุของโรคจริงๆ นั่นก็คือการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ในระยะสั้นดูแล้ว คงจะทำได้แต่เพียงการเพิ่มรายได้ของภาคบริการที่กรีซถนัดและมีทรัพยากรอยู่แล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่วนเรื่องหาวิธีในการกลับมาควบคุมเครื่องมือทางการเงิน คือ อัตราแลกเปลี่ยน แต่ถึงขั้นจะออกจากการใช้เงินสกุลยูโรเลยหรือไม่นั้น คงเป็นคำตอบที่ต้องรอกันต่อไปครับ

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

ตอนที่ 10: การตลาดแบบขายตรง (Multilevel Marketing Plans/ Pyramids)

การหลอกลวงในลักษณะนี้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับตอนที่ 9 เป็นการหลอกลวงในจังหวะที่ธุรกิจขายตรงกำลังเติบโต โดยเป็นการนำสื่อโฆษณาในการทำตลาดหรือการขายตรง และมีการชักชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกในเครือข่ายธุรกิจ โดยการกล่าวอ้างว่าผู้ขายจะได้รับสิทธิในการจำหน่ายสินค้าหลายชนิด และได้รับผลประโยชน์จากการขายสินค้าหรือชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาเป็นตัวแทนขายตรงเป็นทอดๆ ทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จริงมีจำนวนน้อยราย ผู้บริโภคที่เข้าร่วมเครือข่ายจะต้องชำระค่าสมาชิกจำนวนหนึ่ง แต่จะไม่มีรายได้ประจำแต่อย่างใด รายได้ของผู้บริโภคจึงไม่แน่นอนและมักจะไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่ผู้หลอกลวงกล่าวอ้าง เพราะไม่สามารถขายสินค้าได้ตามเป้าหมาย

ตอนที่ 9: การหลอกลวงว่ามีงานสบายเงินดี ที่ทำงานจากบ้านได้ (Work-at-Home)

การหลอกลวงในลักษณะนี้จะเห็นได้อย่างดาษดื่นบนเว็บไซต์ และแบนเนอร์ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต และมีผู้ติดกับดักมาแล้วเป็นจำนวนมาก การหลอกลวงนั้นจะเป็นรูปแบบของบริษัทที่มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อเชิญชวนให้ผู้ต้องการประกอบธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตหรือธุรกิจด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สมัครเป็นสมาชิกเพื่อทำธุรกิจ โดยผู้บริโภคมีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์และสามารถใช้อินเทอร์เน็ตจากที่บ้านได้ และมักอ้างว่าธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผู้บริโภคจะไม่ได้รับคำแนะนำในการทำธุรกิจ ไม่มีข้อมูลธุรกิจที่ชัดเจนหรือไม่ทราบว่าตนอาจไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงจะถูกเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกหรือซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อเริ่มทำธุรกิจ
ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงประเภทนี้มักจะเป็นคนที่มองโลกง่าย และคิดว่าการที่จะมีรายได้ดีนั้นทำได้ไม่ยาก โดยไม่มีการศึกษารายละเอียดของธุรกิจที่ได้รับการชักชวนนั้น

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ตอนที่ 8: การหลอกลวงเกี่ยวกับการเข้าใช้อินเทอร์เน็ต (Internet Access Services)

เป็นรูปแบบที่ผู้หลอกลวงได้เสนอให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่มีอยู่ในต่างประเทศ โดยมิจฉาชีพจะทำการส่งเช็คจำนวนหนึ่ง (เช่น ราว 3.5 เหรียญสหรัฐฯ) ให้แก่เหยื่อ และเมื่อมีการเบิกเงินตามเช็คดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าเหยื่อตกลงที่จะใช้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider - ISP) ที่ได้รับแจ้งนั้น โดยอาจจะไม่มีการแจ้งค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ และมักจะเป็นสัญญาให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มีระยะเวลานาน ผู้หลอกลวงจงใจให้เหยื่อเกิดความสับสนและเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริการนั้น กล่าวคือเมื่อเหยื่อเข้าทำสัญญาดังกล่าวแล้ว จะถือว่ายินยอมตามเงื่อนไขทุกประการที่ระบุไว้ การหลอกลวงดังกล่าวนี้มักพบในประเทศที่มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายราย และมีบริการที่หลากหลายเหยื่อจะถูกเรียกเก็บเงินค่าบริการต่างๆ จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และยังอาจจะมีคำขู่ ที่กล่าวว่าถ้าหากผู้ใช้บริการ ต้องการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดสัญญา จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินที่สูงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้โดยผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินค่าบริการต่างๆ จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ ยังอาจจะมีคำขู่ที่กล่าวว่า ถ้าหากผู้ใช้บริการต้องการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดสัญญา จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินที่สูง

ที่มา: กลโกงออนไลน์

ตอนที่ 7: การหลอกลวงให้หลงรักและโอนเงินให้ (Friendship and Sweetheart Swindles Scam)

รูปแบบการหลอกลวงนี้กำลังเป็นที่ได้รับความนิยมและมีผู้เสียหายจำนวนมาก ถือเป็นภัยทางธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญภัยหนึ่งในปัจจุบัน โดยผู้เสียหายจะถูกหลอกจากคนที่รู้จักทางเน็ต (การหาคู่) โดยหลอกให้โอนเงินให้เพื่อไปทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง และจะคืนเงินให้ผู้เสียหายในภายหลัง ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่จะมีความไว้ใจกับตัวตนของผู้ที่ติดต่อด้วยทางอินเทอร์เน็ตและคิดว่าได้รับความจริงใจ ก็จะหลงเชื่อจ่ายเงินให้เช่นกัน ซึ่งเป็นลักษณะของ Social Engineering นั่นเอง

ที่มา: กลโกงออนไลน์

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ตอนที่ 6: การตกเหยือ (Phishing)

การตกเหยื่อหรือการทำ Phishing (แปลงมาจากคำว่า Fishing ที่แปลว่าตกปลา) เป็นภัยทางธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ถือว่าเป็นภัยที่อันตรายที่สุดภัยหนึ่งในปัจจุบัน และมีผู้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก การตกเหยื่อเป็นลักษณะของการที่เหยื่อได้รับอีเมล์ให้เข้าเว็บไซต์ที่เป็นที่รู้จัก หรือเหยื่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีความเกี่ยวข้องหรือใช้บริการอยู่ เพื่อให้เข้าไปกรอกข้อมูลยืนยันข้อมูลส่วนบุคคล หรือหลอกลวงให้เข้าไปทำธุรกรรมกับเว็บไซต์ที่ถูกปลอมให้เหมือนเว็บไซต์จริงดังกล่าว เช่น การบอกแก่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตว่าเป็นธนาคารหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือ และแจ้งว่ามีสาเหตุทำให้ผู้ใช้งานต้องเข้าสู่ระบบและใส่ข้อมูลที่สำคัญใหม่ มิฉะนั้นแล้วการใช้งานจะถูกระงับ โดยเว็บไซต์ที่ลิงก์ไปนั้น มักจะมีหน้าตาคล้ายคลึงกับเว็บที่กล่าวถึง (ฟิชชิ่งมาจากคำว่า ฟิชชิ่ง (fishing) ที่แปลว่าการตกปลา ซึ่งมีความหมายถึง การปล่อยให้ปลามากินเหยื่อที่ล่อไว้
Phishing สามารถทำได้โดยการขโมยหรือนำเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ตลอดจนรูปลักษณ์ของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียง และบัตรเครดิตประเภทต่างๆของผู้ประกอบการ การให้สินเชื่อทางอินเทอร์เน็ต มาประกอบเข้ากับการหลอกลวงเหยื่อหรือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ซึ่งจากการประเมินข้อมูลเบื้องต้นของหน่วยงาน ThaiCERT ประเมินว่าการโจมตีในรูปแบบของ phishing สามารถหลอกให้เหยื่อร้อยละ 5 ของทั้งหมด เปิดเผยข้อมูลที่ต้องการได้สำเร็จ นอกจากนี้ ผู้โจมตี (Hacker หรือ Spammer) ยังใช้วิธีการหลอกลวงแบบ Social Engineering ประกอบเพิ่มเติมกับวิธีการนี้ด้วย เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เช่น การหลอกลวงชื่ออีเมล์ เป็นต้นว่า เป็นเรื่องด่วนจากธนาคาร การหลอกลวงว่าบัญชีที่ใช้งานจะหมดอายุ และการเสนอสินค้าที่มีดอกเบี้ยต่ำต่างๆ เป็นต้น
เมื่อท่านผู้อ่านได้รับอีเมล์ในลักษณะดังกล่าว แต่ไม่แน่ใจว่าใช่เมล์จริงจากบริษัทหรือสถาบันการเงินที่เคยติดต่อหรือไม่ จะต้องตรวจสอบลิงค์นั้นให้ดีก่อนว่าเป็นเว็บไซต์จริงหรือไม่ หรือต้องโทรศัพท์สอบถามไปยังบริษัทหรือสถาบันการเงินโดยตรง