วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วิกฤติดูไบวิกฤติเศรษฐกิจโลก

บังเอิญช่วงนี้มีการพูดถึงวิกฤติดูไบกันทั้งเมือง ฉบับนี้เลยจะมาคุยกันนะครับว่าวิกฤติดูไบคืออะไรครับ


เมืิ่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท ดูไบ เวิร์ลด์ (Dubai World) ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของรัฐบาลดูไบ ได้ขอทำข้อตกลงกับเจ้าหนี้ เพื่อพักชำระหนี้นาน 6 เดือน โดยขยายเวลาชำระหนี้ไปอย่างน้อยจนถึง 30 พฤษภาคมปีหน้า ซึ่งถ้าเป็นเราๆ ท่านๆ ขอพักชำระหนี้ก็คงไม่แปลกอะไร แต่นี่คือกลุ่ม Dubai World ซึ่งมีหนี้สิน 59,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และสินทรัพย์99,600 ล้านดอลลาร์ ในปี 2551 มีกำหนดชำระหนี้ 4,300 ล้านดอลลาร์ในเดือนหน้า และมีกำหนดชำระหนี้ทั้งของรัฐบาลและเอกชนรวม 4,900 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรกของปีหน้าด้วย ขณะที่หนี้สินทั้งหมดของดูไบเมื่อปีที่แล้วมีรวมประมาณ80,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นหนี้สินของบริษัทต่างๆของรัฐบาลท้องถิ่นประมาณ 70 ,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ท่านผู้อ่านอ่านดูก็คงรู้ได้ว่าหนี้สินของดูไบ เวิร์ลด์ นี้มีมหาศาลจริงๆ มากกว่างบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยเท่าตัว และมากกว่าหนี้ IMF ที่เราเคยติดหนี้กว่า 4 เท่า


Dubai World นับว่าเป็นกลุ่มบริษัทลงทุนที่รัฐบาลดูไบเป็นเจ้าของ โดยได้ลงทุนในโครงการต่างๆ ทั่วโลก ตามนโยบายของชีคหรือเจ้านครรัฐดูไบ ซึ่งส่วนใหญ่ได้ลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ และในประเทศไทยได้ลงทุนในบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายบริษัท และมีแผนจะขอลงทุนในโครงการแลนบริดจ์ที่เป็นท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมระหว่างฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ซื้อทีมฟุตบอลทีมดังในลีกยุโรป หรือขอซื้อกิจการท่าเรือขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐอเมริกา (แต่รัฐสภาอเมริกันเบรคไว้ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ) จนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งหลายได้มีคอมเมนต์ว่า Dubai World จะเป็นเจ้ายุทธจักรการลงทุนของโลกอย่างแน่นอน ซึ่งหลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมดูไบถึงได้มีเงินมากขนาดนั้น ไปทำอะไรมา


dubai.jpg

ดูไบ (อาหรับ: دبيّ, Dubayy‎; อังกฤษ: Dubai) เป็นรัฐ (เอมิเรต) หนึ่งใน 7 รัฐแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเป็นที่ตั้งของเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คือเมืองดูไบ มีพื้นที่ประมาณ 4,000 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ 2 ล้านคน เมืองดูไบถือได้ว่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งบนโลก และมีอัตราการเจริญเติบโตของเมืองสูงมาก หลายท่านอาจจะเห็นจากรายการโทรทัศน์มาแล้ว เช่น โรงแรมรูปเรือที่หรูที่สุดในโลก โครงการสร้างเกาะกลางทะเล ฯลฯ ซึ่งดูไบเองนั้นจริงๆ แล้วมีน้ำมันอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับนครรัฐอื่นของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบเป็นรัฐที่มีน้ำมันเพียง 3% เท่านั้นเมื่อเทียบ กับเมืองหลวงอาบูดาบีที่มีน้ำมันกว่า 90% และมีใช้อีกถึง 100 ปี) หรือประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางที่ร่ำรวยมาจากน้ำมัน ด้วยข้อจำกัดของดูไบที่มีทรัพยากร น้ำมันไม่มาก ได้หยุดขุดเจาะน้ำมันตั้งแต่ปี 2506 และพึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสันทนาการที่สร้างรายได้คิดเป็นร้อยละ 74 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติในปัจจุบัน 
จากสถานการณ์ที่บีบบังคับให้ดูไบต้องเปลี่ยนและพลิกผืนทะเลทรายให้เป็นเมืองแห่งอนาคต เมืองแห่งการค้าเสรีจึงเริ่มต้น โดยมีเชค โมฮัมเมด บิน ราชิด อัล มัคทูม (H.H Sheikh Mohammed Bin Rashid Al Maktoum รองประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในฐานะเจ้าผู้ครองรัฐดูไบเป็นผู้กำหนดวิสัยทัศน์เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา 

เมื่อวิสัยทัศน์ของผู้นำบวกกับเงินทุนมหาศาล ทำให้ดูไบมีเป้าหมายที่จะเนรมิตศูนย์กลางการเงินของโลก เมือง แห่งการท่องเที่ยว เมืองท่าเพื่อส่งออกสินค้า ไปพร้อมๆ กันโดยผ่านแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาของดูไบ (Dubai Strategic Plan 2015) มีระยะเวลา 8 ปี ตั้งแต่ปี 2550-2558 ดูเหมือนว่าวิสัยทัศน์ของผู้นำจะเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานสะพาน ถนน น้ำ ไฟ และสนามบินใหม่ 

สิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นดาษดื่น ทั่วไปผุดขึ้นแทนที่ท้องทะเลทรายที่เวิ้งว้าง ตึกสูงบางแห่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทุบสถิติโลก อาทิ ตึก The Burj Dubai สูง 818 เมตร มี 160 ชั้น หรือตึกที่ออกแบบเป็นรูปแบบเรือใบ The Burj Al Arab รวมไปถึงThe Palm ที่มีรูปร่างเป็นต้นปาล์มสวยงามสร้างโดยการถมทะเล 

ว่ากันว่าเครื่องจักรเครน 1 ใน 3 ของโลกขณะนี้อยู่ที่ดูไบ และดูไบได้กลายเป็นสวรรค์ของนักออกแบบไปแล้ว 

ไม่เพียงเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เท่านั้นที่กำลังเจริญเติบโต แต่การพัฒนาไปเป็นศูนย์กลางทางการเงินของดูไบได้เริ่มต้นภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน


dubai-islands2.jpg


แต่หากย้อนไปแล้ว ดูไบเอาเงินมาจากไหนถึงได้มีเงินลงทุนมากขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ไม่มีน้ำมัน จริงๆ แล้ว ดูไบมีอัตราการเจริญเติบโตหลังจากการล่มสลายของราชวงศ์ของพระเจ้าซาร์ แห่งอิหร่าน ในปี ค.. 1979 ซึ่งในตอนนั้นอิหร่านได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นรัฐอิสลาม และมีนักลงทุนจำนวนมากไม่มั่นใจจึงได้ขนเงินออกจากอิหร่านและไปลงทุนในดูไบแทน รวมทั้งอิหร่านมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งอิหร่านโดนอเมริกาเล่นงานด้วยมาตรการกีดกันทางการค้าไปหลายชุด ซึ่งทำให้ดูไบได้กลายเป็นช่องทางในการเชื่อมระหว่างการค้าของอิหร่านกับประเทศอื่นๆ ไป เรียกว่าเงินทุกเม็ดที่เข้าออกจากอิหร่าน แทบจะต้องผ่านดูไบทั้งนั้น จึงทำให้ดูไบกลายเป็นนครรัฐที่มั่งคั่งในท้ายที่สุด เนื่องจากอิหร่านเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก และเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญแห่งหนึง (ใหญ่ขนาดว่ากันว่า หากอิหร่านปิดเส้นทางน้ำมัน จะทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งไปเป็นบาเรลล์ละ 200 เหรียญสหรัฐได้) ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งดูไบในเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน

โดยที่ผ่านมาดูไบได้มีการลงทุนที่ค่อนข้างเกินตัว และออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนจำนวนมากผ่าน Dubai World โดยมีคนดังหลายคนได้ซื้อพันธบัตร Dubai World เช่น แบรด พิตต์, เดวิด เบ๊คแฮม, ไมเคิล โอเว่น ฯลฯ รวมไปถึงสถาบันการเงินต่าง(มีสถาบันการเงินในประเทศไทยด้วยครับ) ได้ลงทุนในพันธบัตรดูไบจำนวนมาก แต่โครงการที่ Dubai World ลงทุนกลับมีผลตอบแทนทางการเงินที่ไ่ม่เข้าเป้า ฟองสบู่จึงแตก ราคาทรัพย์สินตกกระจุย จึงไม่สามารถชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ได้ ตามที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้นครับ ซึ่งทางเลือกของดูไบมีไม่มาก ก็คือต้องขายสินทรัพย์ออกไป


ทีนี้พอฟองสบู่ดูไบแตก ใครจะเดือดร้อนครับ แน่นอนครับ ย่อมไม่พ้นเจ้าหนี้ทั้งหลายที่หวังผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตร แต่กลับไม่ได้รับเงิน อาจจะทำให้สภาพคล่องถึงขั้นช๊อตกันได้ พอนักลงทุนขาดสภาพคล่องทีนี้การลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ทำท่าจะฟื้นก็อาจจะสลบได้อีกรอบ รวมไปถึงการออกพันธบัตรของประเทศในตะวันออกกลางที่อาจจะออกได้ยากขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องของนักลงทุนหายไป และอาจจะลามกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจของโลกตามซับไพร์มไปอีกอัน กลับมาดูที่ประเทศไทย รัฐบาลและนักวิเคราะห์ทั้งหลายพยายามจะบอกว่าไม่มีผลกระทบอะไรกับประเทศไทยมากนัก เนื่องจากเราไม่ได้มีการค้าขายมากมายกับดูไบ แต่อย่าลืมนะครับว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ของดูไบได้สร้างงานให้กับคนงานก่อสร้างไทย และเอเชียจำนวนมาก แล้วหากโครงการเหล่านั้นหยุดชะงักไป อะไรจะเกิดขึ้น ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็คือคนงานก่อสร้างได้กลับบ้านแน่นอน แต่จะมีอีกผลกระทบหนึ่งที่มาทางอ้อมก็คือคู่ค้าของเราที่อาจจะมีการค้าขายโดยตรงกับดูไบจำนวนมาก เช่น สหรัฐ หรือสหภาพยุโรป อาจจะช๊อคด้านเศรษฐกิจ และย่อมกระทบกับการส่งออกของเรา (แบบทางอ้อม)

แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของ Dubai World อาจจะคลี่คลายก็ได้ครับ เมื่อนครรัฐอาบูดาบี ซึ่งมีน้ำมันจำนวนมากกำลังพยายามจะเข้ามาช่วยเหลือแบบไล่เขมือบคนกำลังแย่ ด้วยการเจรจาซื้อทรัพย์สินของ Dubai World ครับ

ที่มา: วิกฤติดูไบวิกฤติเศรษฐกิจโลก ใน หรอยดอทคอม

0 ความคิดเห็น: