วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

Paradox ของสินค้าใหม่กับสินค้ามือสอง

บังเอิญวันนี้คิดอะไรได้ก็เลยรีบมาเขียนบทความชวนคิดซะหน่อยครับ

ยุคนี้ผู้อ่านทุกท่านคงทราบดีครับว่าเป็นยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เราๆ ท่านๆ ถึงขั้นต้องรัดเข็มขัดในการจับจ่ายสินค้าซึ่งหากไปอ่านบทความเก่าของผมที่ชื่อ Paradox
of Thrift
จะพบว่าเป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่กล่าวว่าเศรษฐกิจหรือผลผลิตมวลประชาชาติ (GDP) จะขยายตัวก็ต่อเมื่อการใช้จ่ายของภาคประชาชนมีมากเพราะว่าเมื่อประชาชนจับจ่ายใช้สอยมากภาคธุรกิจก็จะขยายตัวและจ้างงานมากขึ้น
และทำให้มีเงินมาจับจ่ายซื้อสินค้าอีกเป็นทอดๆแต่ในแนวคิดเดียวกันก็บอกว่าถ้าใช้เงินมากก็ในระบบจะไม่มีเงินเก็บในธนาคารและไม่มีเงินปล่อยกู้ไปลงทุนกันต่อ

มาหัวข้อวันนี้ก็จะคล้ายๆ กันครับแต่ผมได้เล็งเป้าไปที่สินค้ามือใหม่กับสินค้ามือสองในช่วงเศรษฐกิจหดตัวแบบนี้ทุกท่านก็รับทราบโดยสามัญสำนึกว่าต้องรัดเข็มขัดกันอย่างหนักดังที่ว่าไว้ในย่อหน้าก่อนนี้เนื่องจากไม่มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะฟื้นเมื่อไหร่แต่อย่าลืมนะครับถ้ารัดเข็มขัดกันมากๆ เกินไปเศรษฐกิจก็จะไม่ขยายตัวเพราะว่านักธุรกิจก็จะมียอดขายที่ต่ำ ก็จะไม่ลงทุนเพิ่มหรือจ้างงานเพิ่มซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดมาจากความเชื่อมั่นที่ขาดหายไปว่าอนาคตจะมีเงินใช้หรือไม่ถ้ามีประชาชนก็กล้าใช้จ่ายเศรษฐกิจก็จะขยายตัวซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยการแจกงานมากกว่าการแจกเงิน ดังนั้นการซื้อสินค้าผลิตใหม่ก็จะช่วยให้เกิดการจ้างงานและเศรษฐกิจขยายตัว(แม้ว่าอาจจะเดือดร้อนกระเป๋า) แต่ถ้าซื้อสินค้ามือสองเราอาจจะสบายกระเป๋ากว่าแต่ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวซึ่งประชาชนทั่วไปก็ต้องคิดกันดีๆ ก่อนจะซื้อสินค้าครับ

อย่างไรก็ตามถึงเศรษฐกิจจะแย่อย่างไรแต่เราก็ต้องใช้เงินอยู่ดีโดยเฉพาะปัจจัยสี่ครับเครื่องนุ่งห่มกับที่อยู่อาศัยเป็นสองสิ่งที่ประชาชนมีทางเลือกว่าจะบริโภคสินค้าใหม่หรือสินค้ามือสองดี (ส่วนอาหารกับยารักษาโรคนี่ตัดไปเลยครับยังไงก็บริโภคมือสองไม่ได้) ซึ่งก็แน่นอนครับว่าการบริโภคสินค้าใหม่ย่อมมีผลต่อระบบเศรษฐกิจในการที่ทำให้เกิดการขยายตัวในการลงทุน เช่น หากผมซื้อบ้านใหม่ก็จะเกิดการจ้างงาน ซื้ออิฐ หิน ปูน ทราย ฯลฯ เงินก็หมุนสะพััดในระบบเงินก็หมุนกันไปทอดๆ แต่ถ้าผมซืื้อบ้านมือสอง ผมก็ได้บ้านเหมือนกันครับแต่ไม่เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลในหลายประเทศจึงมักจะใช้นโยบายการลดหย่อยภาษีให้กับประชาชนที่ซื้อบ้านใหม่ในภาวะเศรษฐกิจไม่ปกติหรือปกติก็ตามเพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงานด้วยดังนั้นบ้านมือสองก็อาจจะขายกันไม่ง่ายนักในสถานการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ สำหรับเครื่องนุ่งห่มแล้วประชาชนทั่วไปตอนนี้ก็มักจะเลือกที่จะไม่ซื้อเสื้อใหม่ (ยอมใส่ตัวเก่าไป) มากกว่าที่จะไปซื้อเสื้อมือสองเพราะว่าไม่ทราบว่าเสื้อผ้ามือสองนี่ใครใส่มาก่อน อาจจะไปเอามาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ (กลัวต้องคำสาป) แต่หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าตอนนี้เสื้อผ้าของมนุษย์กำลังกลายเป็นขยะที่ล้นโลกเพราะว่าไม่รู้ว่าจะเอาเสื้อผ้ามือสองไปไว้ที่ไหนนอกจากบริจาคซึ่งก็อาจจะมีความต้องการไม่มากขนาดที่จะรองรับเสื้อผ้ามือสองได้ทั้งหมดครับ

แต่มีสินค้าบางประเภทที่เราอาจจะซื้อมือสองได้โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็นหรือแม้ว่าซื้อแล้วไม่เกิดการจ้างงานในประเทศมากนัก เช่น นาฬิกายี่ห้อหรูๆ จากต่างประเทศก็สามารถซื้อนาฬิกามือสองได้หรือสินค้าหรูๆ จากต่างประเทศอื่นๆ
เช่น กระเป๋าถือแพงๆ เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วล้วนแต่เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็นกับการดำรงชีวิตแต่อาจจะอยากซื้อเนื่องจากสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ สินค้ามือสองก็เป็นทางเลือกที่จะสนองความต้องการได้แบบไม่เดือดร้อนกระเป๋า แต่ก็ไม่สร้างประโยชน์อะไรให้กับระบบเศรษฐกิจมากนัก

ดังนั้นหากท่านผู้อ่านจะซื้อสินค้ามาใช้ก็ลองพิจารณาถึงความเหมาะสม และประโยชน์ในภาพรวมของประเทศก็จะดีครับว่าสินค้าไหนจะซื้อใหม่เอี่ยม สินค้าไหนทนใช้ของเก่าไปและสินค้าไหนที่ซื้อมือสองได้ครับ แต่ในยุคนี้เก็บหอมรอมริบไว้จะดีที่สุดครับ


ที่มา: Paradox ของสินค้าใหม่กับสินค้ามือสอง

0 ความคิดเห็น: